Profilo di Nichawan•·.·´¯`·.Maai。◕‿◕。JunG•·...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Blog


01 aprile

ความสุขทางใจ

 
รู้สึกมีความสุขที่ทำให้คนอื่นมีความสุขเหมือนกับเราไปด้วย
 
 
======นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่ฉันได้มีโอกาสมาสถานสงเคราะห์คนพิการ
มีหลายสิ่งที่ฉันได้พบเจอ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ จนไปถึง คนชรา
มีทั้งพิการทางขา แขน สายตา ซับซ้อน น่าสงสารพวกเค้าจริงๆ
ถ้าเค้าย้อนกลับไปได้ ฉันคิดว่า พวกเค้าคงไม่อยากมีชีวิตแบบนี้
มีหลายสิ่งที่ทำให้พวกเค้าหมดหวัง คนพิการ ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้เลย
แต่สิ่งที่พวกเค้าต้องการ คือ การเอาใจใส่ ดูแล ให้ความรัก ความอบอุ่น
วันนี้ ถึงมายด์จะไปช่วยเพื่อนช้า แต่ยังไงมายด์ก็ต้องไปให้ได้
ครั้งก่อนมีคนพิการคนหนึ่ง เดินมา อยากได้กระเป๋าใบนี้จัง มายด์ยังเกร็งๆ
แบบว่าเค้าเป็นคนที่สติไม่ดีน่ะ มายด์ยังไม่ค่อยเจอเท่าไหร่ เดินมาเลยตกใจเล็กน้อย
แต่พอมาเห็นสภาพของพวกเค้าจริงๆ เหมือนกับ คนที่เคยตบใจายไปแล้วครั้งนึง
พวกเค้าน่าสงสารมากๆ บางที พวกเค้าทำอะไร ก็ยังไม่รุตัวเลย แต่พอมาเห็นสภาพ
ความเป็นอยู่ของเค้า และในอีกหลายๆคน ทำให้มายด์เข้าใจในชีวิต
 
+++แต่มายด์ก้อสัญญากับเค้านะว่า ถ้ามายด์ได้มีโอกาสมาที่นี่อีกครั้ง
 มายด์จะซื้อกระเป๋ามาฝากเค้านะ  
 
 
แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจ
คือ ก้าวแรกที่เข้ามาที่นี่ เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เหมือนกับว่า พวกเค้าจะมีความหวัง
ว่าไม่มีใครทิ้งเค้า เค้าจะได้กินอาหารอร่อยๆ และแตกต่างจากเดิม
มายด์รู้สึกดีใจ ที่วันนี้ ได้ทำในสิ่งที่ดี คือได้พูดคุย ให้กำลังใจ และทำให้ทุกๆคนมีความสุข
นี่แหละ คือสิ่งที่มายด์ต้องการ ถึงแม้ว่า บางครั้งมายด์อาจจะรู้สึกกลัวไปบ้าง
ทุกครั้งที่เวลาเค้าเดินมาจะเอ๋===มายด์ข้างหลัง 555++ มายด์ก็ตกใจ 555++ หลายครั้งเลยล่ะ เหอะๆ
เรามันเป็นพวกขวัญอ่อนน่ะ อิอิ วันนี้ มายด์ก้นญญากับป้าอีกคนนึง เค้าาต่องนั่งรถเข็ญอยู่ตลอดเวลา
เพราะป้าเค้าประสบอุบัติเหตุ เลยทำให้ขาของเค้านั้นเดินม่ะได้ น่าสงสารจิงๆ
แล้วแขนอีกข้างยังต้องเกร็งอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนพูดก้อยังไม่เต็มที่เลย เฮ้อออ
พ่อแม่ก็เสียชีวิตหมดแล้ว ไหนลูกก็ยังปล่อยเค้าไว้ที่นี่อีก
แต่ก่อนที่มายด์จะจากกับเค้า
เค้าอยากได้กาแฟ ถ้ามายด์มีโอกาสอีก มายด์ก็จะซื้อไปให้เค้าให้ได้ และสิ่งที่มายด์ประทับใจคือ
มายด์ทำให้ป้าเค้ามีความสุข จนเกือบร้องไห้ออกมา ก่อนที่มายด์จะลาจากไป
ป้าเค้ากอดมายด์และมายด์ก้อเดินไปจากไป อย่างอาลัย แล้ว
 ป้าเค้าก้อตะโกนมาว่า   นู๋_____อย่าลืมมาหาป้าอีกนะ!!!
 
 
สังคมไทย คือสังคมที่เราจะควร
ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ใช่ชีวิตใครชีวิตมัน หากเราใส่ใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ก็คงไม่เป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มายด์รุ้สึกในตอนนี้คือ
 
 
มายด์โชคดีมากมาย ที่เกิดมาอย่างสมบูรณ์แบบ
มีครอบครัวที่ใส่ใจกันและกัน และญาติๆที่คอยใส่ใจและถามไส่สารทุกข์สุขดิบ
กันอยู่เสมอ เช่นนี้เอง เราควรใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง สร้างแต่สิ่งดีๆๆ
มายด์เชื่อ ในกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ขึ้นอยู่กับตัวเรา จะเลือกเดินทางไหน?
30 marzo

sunshine

5-33.jpg image by ple_129
 
 
 
ถึงฉัน......จะไม่สามารถดูพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า
 
แต่
 
ฉันขอดูพระอาทิตย์ตก ไปเรื่อยๆ .... จนกว่า
 
 
.....มันจะลับขอบฟ้า.....
 
 
และเลือนลางจางหายไป....................
 
 
**เส้นใยบางๆที่กั้นระหว่างเรา**
27 marzo

Once

จะมีคัยรักฉันที่ใจบ้างมั๊ยยยย?
 
ไม่ใช่รักฉันที่ภายนอก.......><......=เหมือนที่ผ่านๆมา=
 
ยิ่งฉันใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองมากขึ้น
 
ฉันก็ยิ่งค้นพบว่า.....มันไม่ใช่
 
แบบนี้ฉันไม่ต้องการ
 
มันไม่ยืดยาว 
 
เพราะ ถึงจะจริงจังสักแค่ไหน
 
แต่
 
>>>"ไม่จริงใจ"<<<
25 marzo

'อดทน'

อดทนไว้ถ้าอยากเป็นดาว
 
 
 
 
อดทนไว้ถ้าอยากเป็นมิสไทยแลนด์
 
 
 
 
 
555++
 
 
22 marzo

เหนื่อยยิ่งกว่า>>^<<

ฉันเข็ดกับปริมาณสารฯ โอ้หลั่นล้า.............อ่อนล้าเหลือเกิน  T^T
 
 
 
-เปิดคอร์สวันแรก 20 มีนา ฉันจะจำไปตลอดไปชีวิตเลย หึๆ
 
-10 วัน วันละ 4 hr. วัยรุ่นใจร้อน ขอเร็วๆจบ ฉันไม่มีเวลามากพอ 55+++
 
-พญาไท พูดแล้วปวดร้าว นั่งรถ 3 ต่อ ยังดี เป็นรถแอร์
ปกติฉันไม่เรียนหรอกที่เนี่ย เรียนวงเวียนใหญ่นี่ล่ะ แถมได้นั่งตลอดด้วย เหอๆ
บังเอิ้น ...คอร์สเร่งรัด เปิดที่เดียว ฉันล่ะเซ็งจิต
 
 
-โอเค นั่งรถ 3 ต่อ ฉันยังพอทน
อ่ะๆ...ยืนตลอด เกือบ 1 hr. ฉันล่ะ SaDDD ...2 วันแล้วนะ
เมื่อยชะมัดเลย ฉันเคยยืนนานขนาดนี้ที่ไหนเล่า......
 
 
- ยังดีนะเนี่ย เรียนบ่ายโมงถึง ห้าโมง ถ้าฉันเรียนคอร์สเช้า
ฉันคงเศร้ากว่านี้ 55++
กลับมาถึงบ้าน 6โมงคึ่ง เฮ้ออ เรียน 4 ชม. ฉันก้อน๊อคแล้วล่ะ
กลับมาบ้าน ก้อสลบแล้ว ฉันเลยอดเล่นคอมเลย
ฮือๆๆๆ แต่ยังดีนะ หยุดวันอาทิด เหอๆ
วันนี้ฉันเลยมานั่งบ่น อิอิ
- วันนี้ฉันคิดถึงเวเฟอร์จัง 555++แต่ฉันก้อรอเก้อ เฮ้อออ...
*******************************
สิ่งที่บางคนไม่เคยรู้?
Mon   -6   hr.
Wed   -10 hr.  
Thr     -5  hr.
*แค่นี้น่ะไม่เป็นไรหรอก มันก็ไม่เท่ากับ สิ่งที่เธอมอบให้ฉัน
 
 
 
 
-------Sorry------
- หลายครั้ง ที่ฉันลองใจ 555++
 
- ผลเป็นไงล่ะ? ถูกใจฉันเลยล่ะ 555+
 
- ขอโทดที่ไปโดยไม่บอก มันจำเป็นจิงๆ><(คงเข้าใจนะ)
 
- มีแต่ฉันล่ะ ที่เอาเรื่องไร้สาระ และเรื่องแย่ๆ  ทำให้เธอปวดหัวไปด้วย
 
- ตี 2 แล้ว ไวจัง ตี 3 โห... ยิ่งไวอีก อดนอนทั้งคู่ 555++
ThankSSSSSS .......................นะ ที่อยู่เป็นเพื่อนฉัน
 
 
*แต่...ต้องเป็นอาทิดหน้านะ เพราะช่วงนี้ฉันเหนื่อยมากๆ
เสียดาย ฉันกะดูพุ่งนี้ เฮ้อออ...ไม่มีเพื่อนซะแล้วT^T
 
 
จะไม่ลืมที่เคยสัญญาไว้ อิอิ
- ประทับใจ >>> ไม่เปลี่ยนหรอก มีแต่จะแต่งเสริมเพิ่มเติมลงไป 555++ <<<<
 
 
 
 
 
>>>> ไว้เรามาดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกันอีกนะ ^^ <<<<
 
 
 
 
 
18 marzo

พร้อมรับความเสี่ยง

เลือก!!
 
หลายครั้งที่ฉันมักจะไม่เปิดใจ
 
กับบางสิ่ง???
แต่วันนี้ฉันจะไม่กลัวมันอีกต่อไปแล้ว(สู้ ตายฮะ***)ยิ้มแฉ่ง
 
ฉันคงเหลือเวลาอีกไม่นาน ...
 
ไม่ลองไม่รู้ 555++
 
ไม่ว่าการเลือกครั้งนี้
 
ผลมันจะออกมาเป็นยังไงก็ตาม
ฉันก็พร้อมที่จะยอมรับความเสี่ยง!!ขยิบตา
 
08 marzo

ถ้า...

ชีวิต !!
 
เหมือนตายแล้วเกิดใหม่
 
 
เพียงค่ำคืนเดียวT^T
 
 
 
Ps...นู๋ขอโทดTT
22 febbraio

happY.&.$ad

สอบโอเน็ตวันสุดท้ายยยยยยยยยยย โย่วๆๆ
 
 
ฉันบ้าไปแล้ว********
มันก็คุ้มนะ สำหรับเวลา ที่ maai ทุ่มเท ถึงแม้จะนอนดึกไปบ้าง
ติวเป็นวัน ติวเป็นคืน ง่วง หนาว หาว นอน โอ้ย+++สารพัดเลยเรา
 
แต่ฉันก็ปลอบใจตัวเองว่า
ฉันทำเต็มที่แล้วจริงๆ (ถึงแม้ว่าจะหลับในระหว่างสอบก็เถอะ!!) เหอๆ
คนเรา มันก็บ้าๆ บอๆ จริงๆ
 
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฉันเฝ้ารอวันนี้
วันที่ฉันจะได้ปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง
หลุดพ้นจากภาระ ที่ฉันต้องทำ ทุกๆวัน
นั่นคือ --การเรียน,สอบและ อ่านหนังสือ----
การตื่นแต่เช้า และเร่งรีบที่จะไปโรงเรียน
มันจบสิ้นแล้ว
-
-
-
-
-
-
 
ทำไม ? ฉันถึงไม่ดีใจล่ะ...
สิ่งเหล่านี้มันกำลังจะหายไปในชีวิตชั้น
- ชีวิตที่เร่งรีบ
- เพื่อนที่เคยเดินจูงมือกัน
- เพื่อนที่คอยเผาXXXXXอยู่ตลอดเวลา
- เพื่อนที่มึนๆ งง ๆ ในบางครั้ง(eror)----จนต้องจูน
- ความรู้สึกและเสียงหัวเราะที่จริงใจ
- คุณครูที่คอยใส่ใจ น.ร.
ฉันคิดถึงภาพเหล่านี้จัง><...........ต่อไปก็คง..........
 
>>>>>ก้าวสู่ ชีวิตอิสระ ของเด็กมหาลัย
 ยังไม่พร้อมเลย แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นลึกๆๆๆ
 
น่าเสียดาย!!!
ปัจฉิมที่ไม่ได้จัด
ถูกเยิกเลิกโดยไม่มีวันย้อนคืน
ครั้งสุดท้ายที่เราจะจากกัน
ทำไมมันรู้สึกเศร้าแบบนี้นะTT
 
นี่คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันอยากจะบอกเพื่อนทุกๆคน
- Maai รักทุกๆคน
- Maai จะจดจำทุกๆวันของเรา
- Maai อยากให้เพื่อนทุกๆคนมีความสุข
- Maai อยากให้เพื่อนๆ มีที่เรียนกันทุกคนไวๆ(ติดจุฬา ธรรมศาสตร์อย่างแน่นอน!!!)
 
 
 
สิ่งสุดท้าย Maai จะจดจำมิตรภาพที่เรามีให้กัน ตลอดไป.........................................................................❤
17 febbraio

ThAnK......

1 ปีแล้วสินะ ที่เรารู้จักกัน
เรื่องราวระหว่างเรา มันลึกซึ้งเหลือเกิน
พรหมลิขิตใช่ไหม? ที่ทำให้เราพบกัน
 
จากคนนอก >>>>>> คนรู้จัก
คนรู้จัก >>>>>>> "เพื่อน"
เพื่อน >>>>>>>> "เพื่อนสนิท"
เพราะอะไร?
ทำไม?---------------------------------------
 
ฉันกำลังเดินทางไปเรื่อยๆ ........เดินไปจนกว่าที่ฉัน
........................จะได้พบกับเธอ
แต่วันนี้ก็มาถึง
ที่ฉันจะได้อยู่ใกล้เค้ามากขึ้น
จากระยะทางที่แสนยาวไกล...
 
 
ขอบใจนะ ^^.....
ที่เข้ามามอบความสุข ยิ้มแฉ่ง
มิตรภาพ ใส่แว่น
ความรัก หัวใจสีแดง
และ
ความห่วงใย ลับสุดยอด
 
 
ทุกๆครั้งที่ฉันเสียใจ
วันนั้น ฉันก็จะได้เจอเค้า โดยบังเอิญ
เค้าทำให้ฉันยิ้มได้+++++ ทั้งน้ำตาTT
หรือว่านั่งยิ้มอยู่คนเดียว เหอๆ
 
ขอบคุณ .......................ขอบคุณจริงๆนะยิ้ม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
06 gennaio

5 วันแห่งความสุขZZZZZ

!!!!!HAPPY NEW  YEARS 2009!!!!!
 
 
 
ก้าวเข้าสู่ปีใหม่อีกครั้ง
ขอบคุณสำหรับปีเก่า
ที่ช่วยให้เราเก็บเกี่ยว
ประสบการณ์ต่างๆของชีวิต
 
 
สุข ทุกข์  เหงา เศร้า
 
ในเวลาเดียวกันนี้
 เราก็ยังผ่านมันมาได้
 
 
ถึงแล้วสิ .... 
ปีของการจากลา
 
 
แต่หัวใจ มันยังบอกว่า
มันยังไม่อยากพูดคำนี้
หลายสิ่งหลายอย่างของคำว่า
"เพื่อน มิตรภาพ ความสุข"
มันยังคงอยู่ ณ ที่นี่
 
งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกลา
เห้ออ คิดแล้วก็เศร้า เนอะ
พูดไม่ถูก ตื้นตันใจ TT
 
 
จากวัยเด็ก ก้าวเข้ามาสู่
วัยรุ่น
ต่อจากนี้ เราคงต้องเดินตามเส้นทางของ
ผู้ใหญ่
อนาคตข้างหน้า จะเป็นยังไงน้า...
 
 
หมดเวลาเศร้าได้และ
ทำวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า
แต่ยังไง วันนี้
ก็ต้องเตรียมซ่อมเลข 555++
 
๑_________________________________________________๑
 
ปีใหม่ 5 วันสำหรับวันเที่ยว
ปีนี้คุ้มจริงๆ สมกับที่
อดหลับอดหลับอดนอนมาหลายวัน
เหอๆๆ
ที่แรก  พระธาตุหริภุญชัย จ.ลำปาง
ทำบุญไหว้พระ ก่อนเที่ยว
อธิษฐาน และขอพร
อิ่มบุญๆ   และก็แวะไป
อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี
ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของชาวลำปาง
ที่น่าเคารพและสักการะยิ่งนัก
 
 
ถึงทางขึ้นดอยอินทนนน์
นั่งแวะทานอาหารเช้าที่น้ำตกแม่กลาง
น้ำใสสะอาด ปลาทับทิมเผา
และต้มแซบ อร่อยมากๆ
หิวแต่เช้าเลย แหะๆ
 
ก่อนจะเข้าที่พัก ก็ย้อนเข้าไปในตัวเมือง
ว้าวว!! แวะ
พระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่
ยังเที่ยงอยู่เลย มาทุกปีเลย ที่นี่
ก็ได้มีโอกาสทำบุญอีกครั้ง
และแวะถ่ายรูป
สถาปัตยกรรมแบบล้านนา
งดงามยิ่งนัก
ก่อนกลับก็แวะซื้อสตอเบอรี่
ได้กินจนสะใจไปเลย^^
 
 
ที่สุดท้ายของเชียงใหม่
 
 
....จุดสูงสุดของประเทศไทย
แม่คะนิ้ง แห่งดอยอินทนนน์
คืน countdown
ที่แสนหนาวเหน็บ และเยือกเย็น
กลางเต๊นท์ท่ามกลางฟางข้าว
โดยมีภูเขาล้อมรอบ
มีหมู่บ้านชาวเขา คอยดูแล
โรแมนติกจริงๆ
 
 
ติดชายแดนลาว  จ.อุตรดิตถ์
เมืองแห่งความสุข
ใช้ชีวิตแบบพอมีพอกิน
ท่ามความอบอุ่นของหมู่ญาติ
ได้ไปแวะบ้านของพี่เขย
บรรยากาศที่นี่อบอุ่นมากๆ
อาหารก็อร่อย กินง่าย อยู่ง่าย
ด้านหลัง ติดแม่น้ำน่าน
เหอๆ ได้ลงไปเกยตื้นตอนเช้า 555++
แล้วนี่คือโอกาส เมื่อน้องของพี่เขย
ได้ไปแต่งงานกับบสาวเลย อิอิ
 
 
 
 
เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในแดนสยาม
จ.เลย
ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีโอกาสข้ามมาที่นี่
การเดินทางเริ่มเข้มข้นขึ้น
เมื่อขึ้นเขาตอนดึก ตามด้วยขบวนรถอีก 3 คัน
ตลอดทางมีโค้งที่อันตรายหลายโค้ง
มีป้ายเดือนดินถล่ม
ล้อมรอบด้วยภูเขา และระยะรอบๆ
ที่มองไม่เห็น
แต่สุดท้ายก็ไปถึงจนได้
ได้มีโอกาสเข้าไปในอ.เมือง
ตี 1 แล้ว พึ่งจะได้นอน
สาวเลย สวยมากๆ อิอิ
และพักที่นี่อีก1คืน
อากาศหนาวอีกเช่นกัน
ได้เห็นประเพณีงานแต่งของที่นี่
แปลกดีเหมือนกัน ไม่เหมือนกัน
ชาวอยุธยาบ้านเรา(บ้านยาย)
และได้ฟังภาษาเลย กับอุตรดิตถ์
และของลาว
ฟังรวมๆ อีสาน(เกือบๆ) เหนือ
และลาวว่างั้น
เพราะดีเหมือนกันเจ้า
แต่แปลไม่ออก เหอๆ
 
ที่สุดท้าย คงเป็น เมืองแห่งทะเลภูเขา
ยอดภูเรือ กลางแดด ยังหนาวและเย็นอยู่
ทิวทัศน์ของที่นี่สวยมากๆ
เป็นยอดเขาที่ยื่นออกมา
มองแล้วเสียวแฮะ เหอๆ
 
สุดท้ายก็กลับไปนอนพักอีกคืนที่อยุธยา
เก็บแรง เข้ากรุงเทพ
รถติด แต่หาทางลัดกลับได้
เหอๆ
 
 
 
 
5 วันแห่งความสุข (^^)
ขอบคุณทุกๆคนนะค่ะ
ที่ทำให้หนูมีความสุขOpen-mouthed
 
 
 
   
 
 
 
 
 
08 dicembre

เพลง Unloveable - มายด์ (Mild)

เพลง Unloveable - มายด์ (Mild)


ก็รู้ว่าฉันไม่มีความหมาย ก็รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้

ยิ่งนานเท่าไหร่ยิ่งหมดหวัง

เมื่อเธอไม่เคยจะหันมองที่ฉัน

และไม่มีแม้วันที่เธอจะหันมาสนใจ

และก็รู้ไม่นานเท่าไหร่เธอก็คงต้องไปจากฉัน

* แต่ตอนนี้ยังมีเวลา ให้ฉันจะหาเหตุผลดีๆ

มาฉุดรั้งเธอตอนนี้แต่ก็รู้ดีไม่มีหวัง *


** ต่อให้ฉันจะรักเธอมากเท่าไหร่

แต่ก็รู้ว่าเธอคงจะไม่สนใจ

ก็ยังฝันไปและยังคงหวังเอาไว้ข้างในจิตใจ

ว่าซักวันเธอจะมีฉัน แต่ก็รู้เป็นไปไม่ได้

เมื่อเธอคิดว่าฉันไม่ใช่ แต่ก็ไม่เป็นไร

ก็อยากจะขอมีเธอเรื่อยไปในใจไปอีกแสนนาน **


และแม้สิ่งที่ฉันทำวันนี้ อาจไม่ทำให้เธอได้รู้สึกดี

สิ่งที่ใจเธอพอจะมีก็เพียงแต่ความรำคาญ

ก็อยากจะขอให้เธอได้ฟังเอาไว้

บทเพลงสุดท้ายที่ฉันตั้งใจจะมอบให้ไป

ที่กลั่น ออกมาจากใจ และมีให้เธอคนเดียวเท่านั้น

*,**


ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ กว่าที่ฉันจะลบเธอจากใจ

กว่าที่ความทรงจำดี ๆ มันจะเลือนหาย

กว่าจะได้รักใครอีกครั้ง...


**


เมื่อเธอคิดว่าชั้น ไม่ใช่

ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ฉันจะยังหายใจ

จะรักเธอไปตลอดกาล..
11 novembre

ชีวตในสั้นเหลือเกินนะ...

"ชีวิตมันสั้นเหลือเกินนะ"
 
 
บางที คำๆนี้อาจจะเป็นคำพูดของคนหลายคน
ที่สูญเสียคนที่"เรารักมากที่สุด"ไป
แต่ชีวิตของเรานั้น
อาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งๆหนึ่ง
เพื่ออยู่เคียงข้างเราไปเสมอ
ถ้าวันไหนเราไม่มีเส้นบรรทัดของตัวเอง
มันก็อาจจะทำให้เรานั้น พลาดตกลงไปในเหวก็ได้มั้ง?
บางทีนะ คนเรา อาจจะเกิดมาเพื่อชดใช้เวรใช้กรรมรึป่าวนะ?
แต่ไหนๆ เกิดมาเป็นคนทั้งที ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ซึ่งดีกว่าสัตว์ไหนๆ ดีกว่าที่จะมานั่งทำอะไรไร้สาระไปวันๆ
เวลามันไม่เคยรอใคร เมื่อไหร่ที่เราจะตายก็ยังไงไม่รู้
 เราก็ควรที่จะสั่งสมคุณความดี ตั้งแต่บัดนี้
เพื่อใช้เป็นเสบียงในภพชาติต่อไป................
 
 
สาธุๆๆๆๆ........................เหอๆขยิบตา
 
 
 
 
 
07 novembre

ดีเกินไป(รึเปล่า)

เจ็บใจอ่ะ>_< เสียความรู้สึกที่สุดเลย!!
 
อุตส่าเป็นคนดี มีน้ำใจ หรือเราอาจจะดีเกินไป
 
รึเปล่า?????
 
แต่กลับทำมันสูญเปล่า
 
เสียดาย ที่อุตส่า ช่วยอย่างเต็มใจ
 
ถึงแม้จะเจ็บก็ตาม.............. โอเค
 
มันแรงไปไหม กับคำว่า
 
"แล้วทำไมพวกมรืงไม่ทำกันล่ะ"
 
ถึงจะไม่ได้ยินเองกับหูก็เถอะ
 
ถึงแม้จะได้ยินคำว่า"ขอโทษ"
 
จากคนที่ไม่รู้อะไรเลย
 
ไม่อยากเป็นคนที่เย็นชา แบบนี้
 
เย็นชาต่อความรู้สึกตัวเอง
 
((((ไร้ค่าจริงๆ กับการที่ต้องมาทนกับความรุ้สึกที่เจ็บปวด)))
31 ottobre

อีก 3 อาทิด"กีฬาสีทรงธรรม"

เหนื่อย ยยยยๆๆๆๆๆๆ วันนี้เหนื่อยมากๆ
มาถึงก็บ่นเลยนะ ยัยบ้า หมดเรี่ยวแรง
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ คือ "กำลังใจ"
กว่าจะมารู้ตัวอีกที ก็กำลังเต็มเปี่ยมแล้วล่ะ เหอๆ
เพราะ อะไรน่ะเหรอ ?????
การได้ขึ้นติวธรรมะตอนเช้าไงล่ะ
ได้สวดมนต์ นั่งสมาธิ ฝึกจิตใจ
โอ้ !!!! หนูเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ค่ะ
ทำให้รู้สึกไม่ฟุ้งซ่าน มีสติและสมาธิอยู่ตลอดเวลา
มีความสุขแม้ว่าจะมีเรื่องทุกข์ใจก็ตาม
ก็ถือว่ามันเป็นธรรมชาติของชีวิตอ่ะเนอะ ^^
แต่พุ่งนี้ ทั้งที่จะต้องไปติวเลข
น่าเสียดาย ปะป๋าชวนไปเที่ยวที่ตราด
น่าสนุกดีเหมือนกัน  เป็นการพักผ่อนไปด้วย
แต่ .......การบ้านหนูมายด์จะไม่เสร็จอ่าสิ
น่าเศร้าTT+++
 
-------------------------------
ทำไมอ.สั่งการบ้านหนูเยอะจังค่ะ
ไม่มีเวลาอ่านหนังสือเลย
ขยันสั่งกันจริงๆ เหอๆ ก็ดีเหมือนกัน
เอ้า....ๆๆแล้วทำไมไม่นั่งทำล่ะ
บ้าจิงๆๆ
ก็มันเหนื่อยนิหน่า..........................
ตอนนี้โลกของฉันเป็นสีชมพูแฮะ
รู้สึกมีความสุขยังไงไม่รุเนอะ
ถึงแม้ว่า อดีต มันจะผ่านพ้นไปได้
ยังไงเราก็กลับเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม
ไม่มีไรซีเรียส ... ชีวิตคนก็เหมือนสายลม
ผ่านมาและผ่านไป ถ้าลมนั้น มันเย็นสบาย
เราก็จะได้รับความสดชื่น และความสบายใจ
แต่ถ้ามันเป็นลมร้อน หรือลมที่หนาวเกินไป
เราก็จะรู้สึกไม่สบาย โดยที่ไม่อยากจะโดนลมนี้อีก
เหลืออยู่แค่ความทรงจำดีๆ
เท่านั้นก็เพียงพอ
-----------------------------------------------หัวใจสีแดง
 
ปีสุดท้ายแล้วนะ ของการเป็นเด็กม.ปลาย
เรายังไม่ได้ทำอะไร อีกตั้งเยอะแยะแน่ะ
แต่อีก 3 อาทิด ก็จะถึง กีฬาสีโรงเรียนแล้ว
ทำให้เต็มที่ไปเลยมายด์ ต่อไป...........................................
เราก็คงไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้อีกแล้วล่ะ
ชีวิตเด็กมหาลัย เด็กหอ
จะอยู่ที่ไหน จะได้เรียน อะไร เรายังไม่รุ
แต่เรามั่นใจว่า ถ้าเราตั้งจุดมุ่งหมายไว้
ว่าเราอยากเรียนอะไร
ชอบอะไร
จบไป อยากทำงานอะไร
ที่สำคัญ เราต้องมีความพยายาม
ทำตามฝันของเรา
ไม่ว่าอุปสรรค แค่ไหนก็ตาม
เราเชื่อว่า เราต้องผ่านมันไปได้
"ปัญหา" มีไว้ให้แก้
แต่วิธีแก้ของเรา จะเป็นอย่างไร
ขอให้ทำในสิ่งที่ดี เท่านั้นพอ
"ขอบคุณพ่อแม่นะค่ะ" ที่ทำให้หนูได้เกิดมาอย่างเหมือนเด็กทั่วไป
ชีวิตเรา ดีกว่าเค้าเยอะ มีอย่างที่ใครๆก็อยากมี
เพราะฉะนั้น เราควรใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ทุกนาที
ทำดีไปทุกๆวัน ดีแค่ไหน
ที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาเพื่อสะสมความดี
และใช้ชีวิตให้เต็มที่ และมีความสุขในทุกๆวันขยิบตา
 
ขอบคุณ space ที่ทำให้เราได้เพ้อเจ้อ ในทุกๆเรื่อง เหอๆ
 
 
 
 
 
 
 
24 ottobre

สู้ๆ นะลูก^^

ชีวิตเรื่อยเปื่อย ไม่มีจุดหมายที่แน่นอน
ทุกๆอย่างมันผ่านไปเรื่อยๆ
กับการเลือกและการตัดสินใจแต่ละครั้ง
เราเคารพในการตัดสินใจของเราทุกครั้ง
ไม่ว่าวันพรุ่งนี้ มันดีหรือร้ายก็ตาม
เราก็ผ่านมันมาได้
เหมือนกับการตัดสินใจครั้งนี้
ตื่นเช้าขึ้นมา
พยายามที่จะบอกกับพ่อว่า
"หนูอยากเรียนที่นี่"
แต่ก็ต้องได้รับคำตอบแบบนี้มาทุกครั้งว่า
"วิศวะที่ได้น่ะ มันดีแล้ว แล้วจะไปเลือกที่มันต่ำกว่านี้ทำไมล่ะ"
มายด์พูดแบบนี้มาทุกเช้า และก็ต้องได้ยินคำตอบแบบนี้มาทุกครั้ง
จนเวลาปล่อยล่วงเลยไป ก็พยายามที่จะตัดใจ สักพัก ............
มายด์ทำได้แล้วล่ะ
แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง จนถึงวัน
ถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต .............."หนูยืนยันคำตอบเดิมค่ะ ว่าหนูจะเรียนที่นี่"
หลายเหตุผลที่ตัดสินใจ เพราะ เกิดความท้อถอย  เราคงเรียนวิศวะไม่ไหวหรอกมั้ง
แค่พื้นฐานวิศวะ ยังทำไม่ได้เลย ไม่ว่าจะผ่านโจทย์มาหลายครั้งก็ตาม เราไม่มีคุณสมบัติ
ที่จะเป็นวิศวได้หรอก มันยากเกินความสามารถ
แต่เมื่อวันที่ต้องไปสัมภาษณ์คือพรุ่งนี้( คือวิทยาการคอม) เรายังตัดสินใจไม่ได้ !!
ถ้าเราเลือกที่นี่ ก็รู้สึกเสียดายเงิน ที่พ่อจ่ายไปอีกที่นึงแล้ว นั่นก็คือวิศวะคอม
ซึ่งเป็นคณะที่เราชอบ และอยากเรียนมากที่สุด เมื่อได้แล้ว ทำไมไม่เอาล่ะ
เหตุผล เพราะว่าเรียน 3 เทอม หรอ??? หรือแค่ว่าเรียนไม่ได้หรอก
มันยากเกินไป งั้นหรอ?? ส่วนเหตุผลที่ว่าไกลบ้าน นั้นน่ะ ไม่ได้หัวเราเลย
ดีซะอีก ได้อยู่กับธรรมชาติ ตามป่า ตามเขา อากาศดีน่าดูเลยล่ะ  
แต่ทำไมเราถึงเลือกที่จะไปสัมภาษณ์วิทยาการคอมล่ะ ทั้งๆที่รุอยู่แล้ว
ว่าที่นี่ถ้าสอบติด เค้ารับหมด แถมยังต้องจ่ายเงินเลยอีกตั้งหาก
ที่นี่ไม่มีข้อเสียอะไรสักอย่าง นอกจากว่า "พ่อคัดค้าน"
ก่อนวันพุ่งนี้ เราสองคนพ่อลูกได้คุยกันแบบที่จะมีเหตุมากกว่า
ว่า ทำไม ?? เพราะอะไร
ไม่ว่าจะพูดยังไง พ่อก้อยังอยากให้เรียนวิศวะอยู่ดี
แค่คำที่เราพูดว่า "หนูคงเรียนวิศวะไม่ไหวหรอกพ่อ"
คำๆหนึ่ง ที่พ่อพูดย้ำหลายครั้ง จนเราต่อมน้ำตาตกใน
นั้นก็คือ "ยังไม่ได้เรียน อย่าพึ่งท้อสิลูก สู้ๆ นะลูก"
มายด์ยังจำสีหน้าของพ่อ และท่าทางของพ่อที่ให้กำลังลูก ได้แม่นเลยล่ะ
เหตุผลของพ่อ ที่อยากให้เราเรียนวิศวะคอมก็คือ
เมื่อจบมามันหางานง่ายกว่า วิทยาการตั้งเยอะ
เรื่องนี้ มายด์รู้ทุกอย่าง แต่ตัวมายด์เอง คิดแต่ว่า
เราคงเรียนไม่ไหวหรอก ทั้งๆตัวเราเอง ยังไม่ได้พยายามเลย
เพราะคำๆนั้นของพ่อ
ทำให้เราเลือกที่จะไม่ไปสัมภาษณ์
ทำให้เราไม่นึกเสียใจที่เลือก
เลือกที่จะเชื่อมั่นตัวเอง
เลือกที่จะอยู่ในสังคมใหม่ๆ
เลือกในสิ่งที่ดีกับตัวเอง
จนวันนี้ ที่เค้าไปสัมภาษณ์กัน
มายด์กลับมานั่งมีความสุขอยู่กับบ้าน
หลังจากที่อมทุกข์มาเป็นอาทิด
วันนี้มีความสุขจริงๆเลย
เหอๆ
 
@@@@ยังไงหนูก็ต้องขอบคุณพ่อนะค่ะ ที่ทำให้หนูเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ไม่ท้อถอย @@@@
หนูเชื่อว่า หนูจะต้องเป็นวิศวคอมให้ได้
 
 
เลือก ......เลือกที่จะฝัน
และทำฝันของเรา ให้เป็นจริง @@@@@@
 
 
 
18 ottobre

เทคนิคการสอบสัมภาษณ์

 

                                                         
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆทุกๆคน วันนี้มายด์ก้อมีเทคนิค tip&trik ในการสัมภาษณ์มาฝากกันนะค่ะ มาดูกันเร็วววววว!!!
 
 
"การสัมภาษณ์" (Definition of interview) คิออะไร เค้าสัมภาษณ์ไปทำไม ????
 
             ในการสัมภาษณ์นั้น ถ้าผู้สมัครต้องการสอบสัมภาษณ์ให้ได้ดี ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจ จุดมุ่งหมายของการสอบสัมภาษณ์ อย่าคิดแต่เพียงว่าการสอบสัมภาษณ์ คือการที่เราต้องไปนั่งตอบคำถามยากๆ ที่เกี่ยวกับตัวเราเองเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม เราควรคิดว่าการสอบสัมภาษณ์ ก็คือการที่เราได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยน ข้อมูลที่เป็นประโยชน์หรือความคิดเห็นของกันและกัน
------อย่าไป$erious  ๆๆๆๆ
 
แล้วเราจะเตรียมตัวยังไงล่ะ         =================================  บอกหนูหน่อยน้า....
 
 
     1.อย่างแรกเลย หาข้อมูลของคณะที่เราจะไปสัมภาษณ์ ถ้าเค้าถามมาเราจะได้ตอบเค้าได้ว่าคณะเนี้ยย เรียนเกี่ยวกับอะไร
     2.การแต่งกายก็เป็นเรื่องสำคัญ เชียวล่ะ?? ทำไมถึงสำคัญล่ะ
             การแต่งกายก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากจะเป็นชุดนักเรียนตามระเบียบแล้ว ควรดูแลให้ชุดนั้นอยู่ในความเรียบ  
     ร้อย ไม่หลุดลุ่ยหรือยับยู่ยี่ไม่น่าดู ทรงผมก็ควรจัดให้อยู่ทรงดูสะอาดตา ไม่หล่นมาปรกหน้าทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเสยผมหรือ 
     ความวังกลในจุดนี้ระหว่างการสัมภาษณ์ เพราะอาการยุกยิก แคะ แกะ เกา นั้น เป็นพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะนอกจากจะทำ
     ให้เราดูเป็นคนที่มีบุคลิกไม่ดีแล้ว อาจก่อความรำคาญให้กับคู่สนทนาได้ ซึ่งในทีนี้ก็คือ กรรมการผู้สัมภาษณ์นั่นเอง
     3.มารยาท สิ่งที่เราควรท่องไว้ในใจตลอดเวลาและควรยึดถือเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ไม่ให้ขาดตกเป็นอันดับหนึ่งนั้นก็คือเรื่องของมารยาท เพราะต่อให้เราตอบคำถามดีแค่ไหน หรือว่าแต่งตัวเนี้ยบเช่นไร แต่ถ้าไม่มีมารยาทหรือสัมมาคารวะแล้ว เป็นอันลบล้างความดีในข้ออื่นอย่างหมดสิ้นเลยทีเดียว นับตั้งแต่ก้าวเข้าห้องไป ควรยกมือไหว้และกล่าวคำสวัสดี ควรให้กรรมการเป็นผู้อนุญาตหรือเชิญให้เรานั่งก่อน แล้วจึงค่อยนั่ง จากนั้นก็ตอบคำถามด้วยท่าทางนอบน้อมแต่แฝงความเชื่อมั่น เพื่อไม่ให้เราดูเป็นคนขาดความมั่นใจจนเกินไป และตอบคำถามทุกคำด้วยกิริยาสุภาพและน้ำเสียงสดใส ไม่แข็งกระด้าง และพยายามควบคุมอารมณ์ให้นิ่ง อย่าตื่นเต้น หรือว่าประหม่าจนทำให้เราไม่มีสมาธิกับคำถาม

 

การวางตัวในขณะสัมภาษณ์

  •  
  • ก่อนเข้าห้องสอบสัมภาษณ์ควรปิดโทรศพท์มือถือก่อนเสมอ

  •  
  • ต้องยกมือไหว้ทักทายผู้สัมภาษณ์ก่อนเสมอ และไม่ควรนั่งก่อนได้รับอนุญาต

  •  
  • ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วางแขนไว้ที่ตัก

  •  
  • ไม่ควรหลบตาผู้สัมภาษณ์ ควรสบตาตามความเหมาะสม

  •  
  • การตอบคำถามควรลงท้ายด้วย "ครับ", "ค่ะ" เสมอ ไม่ควรตอบเฉพาะคำถามห้วนๆ

  •  
  • เมื่อได้ยินคำถามไม่ชัด ให้ขอร้องผู้สัมภาษณ์ให้ถามซ้ำอีกครั้ง

  •  
  • ไม่ควรพูดสอดแทรกในขณะที่ผู้สัมภาษณ์กำลังพูด

  •  
  • ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วางแขนไว้ที่ตัก

  •  
  • ก่อนออกจากห้องสัมภาษณ์ควรกล่าวของคุณที่ให้โอกาสเรามาสัมภาษณ์ และยกมือไหว้พร้อมกล่าวลาอย่างสุภาพ

     

    ต่อไปนี่เราก้อจะมาดูคำถามยอดฮิตและแนวการตอบคำถามกันดีกว่า......................

    1. เล่าประวัติแบบย่อ ๆของคุณให้ฟังหน่อยครับ / แนะนำตัวให้กรรมการฟังหน่อยครับ

       ถามมาแบบนี้ จะถามทำไม ก้อดูเอาในประวัติสิค่ะ-----อย่าตอบไปเด็ดขาดเลยนะ เหอๆ  (คิดในใจก้อพอ)

      ที่เค้าถามน่ะเพื่อดูภาพรวม, การแสดงความคิดเห็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เราก็ควรจะจัดลำดับคำตอบให้ดีนะ

      เรื่องของตัวเอง Present ให้เต็มที่เลย แต่ทว่า อย่าไปพูดวกไปวนมา หรือยืดยาวจนเกินไปนะ!!!!

      แนวๆประมาณ ชื่อ.....ชื่อเล่น.....มาจากรร.ไร.....ความสามารถพิเศษ.....หรืออย่างอื่นที่เราคิดว่าเป็นจุดเด่นของตนเองประมาณเนี้ยยย 

    2.เหตุผล ทำไมๆๆ ถึงเลือกเรียนที่นี่ สาขานี้

      ในการตอบนั้น แต่ละคนอาจจะมีลักษณะคำตอบที่แตกต่างกัน  แนวทางของคำตอบนั้น พยายามตอบเป็นกลางๆ คือไม่ได้ฟังดูดีมาก หรือห้วนจนเกินไป เพื่อความเป็นธรรมชาติ และไม่ดูเป็นสคริปต์มากนัก และที่สำคัญ ควรตอบคำถามทุกคำถามด้วยถ้อยคำชัดเจนและสุภาพ เพื่อแสดงความมั่นใจในตัวเองและความเคารพต่อกรรมการ 

    3. วิชาที่ชอบและไม่ชอบ

    4. อาชีพในฝัน

    5. ถ้าไม่ได้เรียนที่นี่ในคณะนี้ จะเรียนที่ไหน

    6. ถ้าในระหว่างเรียนมีผลต่อการจบ จะแก้ไขอย่างไร

     

     

    ถ้ามีคำถามนอกเหนือจากที่เราคาดไว้ ก็ใช้เวลาอึดใจหนึ่ง คิดให้ดีก่อนแล้วค่อยตอบ แต่อย่าใช้เวลานานเกินไปนัก เด๋วจะกลายเป็นว่าเราจนมุมกับคำถามที่ได้รับ อันไหนที่เกินความรู้ที่จะตอบหรือไม่ทราบจริงๆก็ให้ตอบไปว่าเรามีความสนใจในประเด็นนี้อยู่เช่นกัน ว่าจะค้นคว้าเพิ่มเติม เป็นการทำให้เราดูเป็นคนใฝ่รู้และเปิดใจที่จะแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง ควรเลิกตอบคำถามที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นในทางลบแม้เราจะนำมาสนับสนุนคำตอบในแง่ที่ดีก็ตาม แต่การตำหนิผู้อื่นนั้นยิ่งเพิ่มภาพลบให้แก่ตนเอง

     

    คำคมก่อนลาจาก*******เราทำได้  เรื่องแค่นี้เอง (ชอบน่ะ จากในsanook)

     

    สุดท้ายนี้ก้อขอให้เพื่อนๆสอบสัมภาษณ์ติดกันทุกคนนะค่ะ สู้ๆๆ สายรุ้ง

     

     

    ที่มา  http://campus.sanook.com/entrance/technic_01613.php

         http://women.sanook.com/work/index.php

         http://www.nationejobs.com/content/tiptools/jobtips/index.php

           http://www.jobgle.com:80/resume

           http://www.dek-d.com:80/board/addTag.php?idBoard=948788

     

                                        

       

    17 ottobre

    เถ้าแก่น้อย” จากเด็กบ้าเกม สู่ บิ๊กเสี่ย !!

    เถ้าแก่น้อย” จากเด็กบ้าเกม สู่ บิ๊กเสี่ย !!

      “ลูกอั่วกำลังไปเป็นเถ้าแก่น้อยแล้ว!!” ประโยคแซวของพ่อในวันนั้น แม้แต่ตัวของ “อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์” ก็คงไม่คิดว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นผลักดันให้แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” แจ้งเกิด และเติบโตอย่างน่าจับตา ก้าวสู่สัญลักษณ์ที่คนทั่วไปจะนึกถึงทันที เมื่อกล่าวถึงขนมสาหร่ายทอด
           

           ไม่เกินเลยหากจะบอกว่า ความสำเร็จของ “เถ้าแก่น้อย” เป็นตัวอย่างที่น่าเรียนรู้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นแรงบันดาลใจที่ส่งให้เด็กหนุ่มวัยเพียงยี่สิบต้นๆ อย่าง “อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์” สามารถพาสินค้าของตัวเอง ขึ้นครองเจ้าตลาดสำเร็จ


    อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ วัย 23 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์ มาร์เกตติ้ง จำกัด
           ***ได้ดีเพราะติดเกม ***
           
           ปัจจุบัน อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ วัย 23 ปี ดำรงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์ มาร์เกตติ้ง จำกัด ทว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ระดับมัธยมปลาย อิทธิพัทธ์เป็นเพียงวัยรุ่นทั่วไปคนหนึ่ง ซึ่งติดเล่นเกมออนไลน์แบบงอมแงม เหมือนๆ กันเด็กวัยรุ่นไทยอีกครึ่งประเทศ
           
           ทว่า จุดสำคัญเขาสามารถนำสิ่งที่ผู้ใหญ่อาจมองว่าไร้ประโยชน์มาเปลี่ยนแปลงเป็นรายได้ และเมื่อบวกกับแรงบันดาลใจที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ปฐมบทแห่ง “เถ้าแก่น้อย” จึงเกิดขึ้น
           
           “ผมเริ่มธุรกิจเมื่ออายุเพียง 18 ปี ก่อนหน้านี้ผมก็ขอเงินพ่อแม่เหมือนกับเด็กทั่วไป และติดเกมออนไลน์ Everquest อย่างหนัก เล่นทั้งวันทั้งคืน แข่งกับชาวต่างชาติ ผมเริ่มเล่นตั้งแต่เรียน ม.4 ถึงขนาดสะสมแต้ม จนรวยที่สุดในเซอร์เวอร์ ทำให้ชื่อตัวละคนของผมเป็นที่รู้จักในเซอร์เวอร์ จนมีฝรั่งมาขอซื้อของสะสม และแต้มสะสม ชื่อของผม ก็เลยลองขาย ปรากฏว่า หลังจากนั้น ก็มีเงินโอนเข้ามาจริงๆ” อิทธิพัทธ์ เล่าถึงเงินก้อนแห่งที่หาได้ด้วยตัวเอง
           
           เขาสร้างรายได้จากการขายแต้มสะสมเกมออนไลน์ให้ผู้เล่นเกมในเซอร์เวอร์นานกว่า 2 ปี จนมีเงินเก็บหลักแสนบาท กระทั่ง จบระดับมัธยม และเข้าเรียนต่อปี 1 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เริ่มก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มตัว ตามความฝันที่อยากมีธุรกิจของตัวเองมานานแล้ว
           
           “หลังเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงจังหวะที่เกมออนไลน์เริ่มเสื่อมความนิยมลง ผมคิดอยากหารายได้จากช่องทางอื่น เคยลองจับทั้งขายเครื่องวีซีดี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก ก็พยายามหาธุรกิจจะทำไปเรื่อยๆ เคยไปดูทำเลหน้า ม.หอการค้าไทย กะจะเปิดร้านขายกาแฟหน้ามหาวิทยาลัย”
           
           “กระทั่ง ผมไปเดินงานแฟร์ช่องทางธุรกิจที่เมืองทองธานี เจอแฟรนไชส์เกาลัดจากประเทศญี่ปุ่นมาออกบูท ก็สนใจมาก เพราะแฟรนไชส์ของเขามีเครื่องคั่วเกาลัดแบบทันสมัย ผมก็เกิดความสนใจ เพราะส่วนตัวชอบกินเกาลัดอยู่แล้ว แต่ว่า ค่าแฟรนไชส์ราคาสูงมากเป็นล้านบาท ผมไม่มีเงินมากขนาดนัก เลยติดต่อกับเจ้าของแฟรนไชส์ว่า ผมจะขอเช่าตู้คั่วเกาลัด แล้วมาสร้างแฟรนไชส์ของตัวเอง” เจ้าของธุรกิจ เล่าให้ฟัง
           
           ***สร้างแบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” ***
           
           ทุกย่างก้าวนับแต่อิทธิพัทธ์ เริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง จะอยู่ภายใต้การรับรู้ของสมาชิกครอบครัวทุกคน ผ่านการบอกเล่าและสอบถามความเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะพ่อของเขา ที่จะเฝ้ามองลูกชายอย่างชื่นชม และพร้อมเป็นป๋าดันเต็มตัว
           
           “หลังเช่าตู้ได้แล้ว เช้าวันที่ผมจะไปเซ็นสัญญาเช่าที่ขายเกาลัดหน้าห้างฯ แห่งหนึ่ง ก่อนเดินทางออกจากบ้าน เจอพ่อผมกำลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่ เล่าถึงเรื่องผมจะไปทำธุรกิจ แล้วหันมาพูดแซวผมให้เพื่อนฟังว่า ‘ลูกอั่วกำลังไปเป็นเถ้าแก่น้อยแล้ว’ ผมก็ได้หัวเราะตอบ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรมาก จนเมื่อไปถึงห้างฯ ต้องกรอกใบสมัคร ซึ่งให้ระบุถึงชื่อร้านหรือแบรนด์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมยังไม่มีชื่อในใจเลย แต่คิดถึง คำพูดพ่อที่แซวผม เลยเป็นที่มาของชื่อ “เถ้าแก่น้อย” มาจนถึงปัจจุบัน” อิทธิพัทธ์ เผยที่มาของแบรนด์
           
           อิทธิพันธ์ ใช้เวลาเพียงปีเศษ ขยายสาขาแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อย จากหนึ่งเป็น 30 กว่าสาขา และเนื่องจากเห็นโอกาสว่า เมื่อมีหน้าร้านหลายแห่งแล้ว ทำไมต้องจำกัดตัวเองแค่ขายเกาลัดอย่างเดียว จึงลองนำเข้าสินค้าต่างๆ มาขายพ่วงที่หน้าร้านแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อยด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกท้อ ลำไยอบแห้ง และสาหร่าย ฯลฯ ผลปรากฏว่า ในร้านฯ สินค้าที่ขายดีที่สุด คือ สาหร่ายทอด ยอดขายเหนือกว่าเกาลัดเสียอีก เป็นแรงบันดาลใจ อยากจะต่อยอดธุรกิจขายสาหร่ายอย่างจริงจัง

           “หลังจากเห็นว่า ยอดขายสาหร่ายมันดีจริงๆ ผมก็เริ่มศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสาหร่าย ผมอยากขยายตลาดธุรกิจสาหร่ายไปตามร้านค้าต่างๆ เริ่มแบบง่ายๆ โดยบรรจุซองพลาสติกไปฝากร้านค้าต่างๆ ให้ลองขาย แต่พอทำจริง มีอุปสรรค อายุสินค้าสั้น และรูปลักษณ์ไม่สวย ทำให้ไม่สามารถเปิดตลาดได้ มีของคืนจำนวนมาก เพราะสาหร่ายเก็บไว้ได้ไม่นาน ผมก็พยายามคิดค้นหาทางแก้ โดยถามผู้รู้ จนวันหนึ่งเข้าร้าน 7-11 ผมเริ่มสนใจตลาดในร้านสะดวกซื้อ คิดว่าถ้าสินค้าเราเก็บไว้ได้นานกว่านี้ มีรูปลักษณ์ที่ดึงดูดใจ วางขายในร้าน 7-11 ตลาดน่าจะขยายตามไปด้วย ดีกว่าผมต้องวิ่งไปส่งด้วยตัวเอง”
           
           เพื่อจะให้สาหร่ายเถ้าแก่น้อยเข้าขายในร้าน 7-11 อิทธิพัทธ์เริ่มจากนำสาหร่ายแพคซองพลาสติกง่ายๆ ไปฝากไว้ที่ฝ่ายคัดสรรสินค้าเข้าจำหน่าย ทว่า ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูแสนธรรมดา จึงไม่ได้รับการเหลียวแลแม้แต่น้อย
           
           เมื่อไร้การติดต่อกลับเป็นเวลานาน เจ้าตัวร้อนใจถึงขั้นต้องโทร.ไปตามตื้อ และสอบถามสาเหตุที่สินค้าไม่ได้รับความสนใจ เจ้าหน้าที่ชี้แจงกลับมาว่า สินค้าคุณไม่สวย ไม่เหมาะกับ 7-11 เจออย่างนี้ เขาเลยกลับมานั่งคิดทบทวนใหม่ว่า ทำอย่างไรให้สาหร่ายเถ้าแก่น้อยมีสไตล์เป็นของตัวเอง และถูกใจคนทั่วไป
           
           “ตอนที่กลับมาคิดว่า เราต้องสร้างสไตล์ของตัวเอง ผมมองว่ากระแสญี่ปุ่น เกาหลี กำลังมาแรง คนไทยหันมายึดเทรนด์นี้กันหมด ดังนั้น การออกแบบ ผมเน้นให้ออกมาในสไตล์ของญี่ปุ่นแท้ๆ ดูน่ารัก มีความสุข และสามารถจดจำได้ทันทีเมื่อเห็นครั้งแรก”
           
           “ด้านสีสันก็ให้สดใส มีโลโก้ที่สะดุดตา จำง่าย นอกจากนั้น พยายามชูธงเป็นของกินเล่นที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีแคลอรี่ต่ำ เหมาะกับกระแสรักสุขภาพ รวมถึง เพิ่มรสชาติให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรสเผ็ด รสซีฟู้ด เป็นต้น”
           

           เมื่อปรับปรุงสินค้าแล้ว อิทธิพัทธ์นำกลับไปเสนออีกครั้ง ผลที่ได้ หลังกลับมาบ้าน มีโทรศัพท์ติดต่อกลับมาทันที พร้อมกับคำถามว่า ภายใน 3 เดือนคุณพร้อมจะวางขายสินค้านี้ในร้าน 7-11 จำนวน 3,000 สาขาทั่วประเทศ หรือไม่
           
           “ตอนนั้น ผมคิดในหัวเลยว่า 3,000 สาขา เราต้องทอดสาหร่ายสักกี่แผ่น ใช้คนทอดกี่คน จะทำทันไหมฯลฯ”
           
           ระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที คำถามสารพัดวิ่งเข้ามาหัวเต็มไปหมด แทนที่จะปล่อยให้คำถามเป็นด่านขวางกัน กลับเลือกจะสลัดความกลัวต่างๆ ทิ้งไปแล้วตอบกลับว่า
           
           “พร้อมครับ แต่หลังจากวางสาย สิ่งที่มันวิ่งเข้ามาในหัวผม มันเยอะมาก ผมคิดถึงการสร้างโรงงาน เงินทุน แหล่งวัตถุดิบ นำเข้าเครื่องจักร ฯลฯ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก”

           *** ทิ้งแฟรนไชส์ คว้าโอกาสใหม่***
           
           ในวัยเพียง 20 ปี กับภาระต้องผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อส่งเข้าขายในร้านสะดวกซื้อชื่อดัง มากกว่า 3,000 สาขา ถือเป็นภาระที่หนักแสนสาหัส
           
           โดยเฉพาะการหาทุนสร้างโรงงาน ดังนั้น อิทธิพัทธ์ได้ลองยื่นแผนธุรกิจ เพื่อขอกู้เงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง
           
           ทว่า ผลที่ได้ คือ การปฏิเสธ เหตุผลสำคัญ เพราะผู้ยื่นกู้มีอายุเพียง 20 ปี ซึ่งอิทธิพัทธ์ชี้ว่า เป็นความบกพร่องของระบบสถาบันการเงินที่มองเพียงแค่ปัจจัยปลีกย่อย ไม่ยอมพิจารณาถึงแผนธุรกิจ ตลอดจนโอกาส และความมุ่งมั่นของเขา
           
           เมื่อกู้เงินไม่สำเร็จ เป็นที่มาของการตัดสินใจขายแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อยทิ้งทั้งหมด ซึ่งเวลานั้น มีจำนวนกว่า 30 สาขา สร้างรายได้รวมให้เดือนละล้านกว่าบาท เพื่อมาเป็นทุนสร้างโรงงานผลิตสาหร่ายทอด
           
           “ตอนตัดสินใจขายแฟรนไชส์เกาลัดทิ้ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถ้ายิ่งเป็นคนที่เคยปลุกปั้นธุรกิจมากับมือจะรู้ความรู้สึกของผมดี ว่า การขายทิ้งไม่ใช่เรื่องง่าย”
           
           “ความรู้สึกของผมเหมือนกับเรามีรถดีๆ สักคันขับอยู่แล้ว แต่กำลังอยากได้รถคันใหม่ แต่ไม่รู้หรอกว่า รถคันใหม่จะดีหรือเปล่า และช่วงที่ขายรถคันเก่าออกไป ต้องยอมนั่งรถเมล์ไปก่อน”

           
           อิทธิพัทธ์ ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนั้น คือ จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตธุรกิจ เดิมพันระหว่างโอกาสแห่งความสำเร็จในอนาคต กับทุกอย่างที่สร้างมาต้องสูญไปหมด
           
           “สำหรับ SMEs แล้ว ผมเชื่อว่าการกล้าตัดสินใจมีส่วนสำคัญให้ก้าวสู่ความสำเร็จ เหมือนกับคำที่ว่า ความเสี่ยงที่สุดในการทำธุรกิจ คือ คุณไม่คิดจะเสี่ยงทำอะไรเลย”
           
           “การเสี่ยงครั้งแรกของผม คือ ตัดสินใจลาออกจากปี1 ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัว เพราะตอนนั้น แฟรนไชส์เกาลัด เริ่มมีสาขามาก ผมต้องทำเองทุกขั้นตอน แทบไม่มีเวลาเรียน จนผมต้องชั่งใจระหว่างจะเรียนต่อ หรือมาลุยธุรกิจเต็มตัว ซึ่งผมกลับมาดูตัวเอง ผมชอบทำธุรกิจ มีความสุขที่จะทำไปเรื่อยๆ ชอบเห็นคนมาซื้อสินค้าของผม เลยตัดสินใจดร็อบเรียน มาลุยทำธุรกิจเต็มตัว”
           
           “ส่วนการเสี่ยงครั้งที่สอง คือ ตัดสินใจขายแฟรนไชส์ แล้วหันมาจับตลาดสาหร่ายทอดแทน โดยตอนนั้น ผมเชื่อว่า กระแสญี่ปุ่นในไทยจะต้องแรง เพราะดูการแต่งตัว อาหาร ดาราต่างๆ คนไทยนิยมสไตล์ญี่ปุ่นหมด”
           
           เงินที่ได้จากการขายแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อยหลักล้านบาท ถูกแปลงมาสร้างเป็นโรงงานผลิตสาหร่ายทอดอย่างเร่งด่วน ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ส่วนการผลิตสินค้าต้องเร่งรีบเช่นกัน อิทธิพัทธ์ เล่าว่า เขาพร้อมสมาชิกในครอบครัวทุกคน รวมถึง คนงานอีกแค่ 6-7 คน ทำงานกันอย่างหนัก โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงกำหนดส่งสินค้าแทบไม่ได้หลับนอน กระทั่ง 6 โมงเช้า ของวันกำหนดส่งสินค้า เขาขับรถที่ด้านหลังบรรทุกสาหร่ายเถ้าแก่น้อยเต็มคัน ส่งเข้าศูนย์จำหน่ายสินค้าของ 7-11 ได้สำเร็จ

           ***ดันแบรนด์ผู้นำสแน็คสาหร่าย ***
           
           ทั้งนี้ หลังจากได้เข้าขายในร้านสะดวกซื้อเจ้าดัง สาหร่ายเถ้าแก่น้อย มียอดขายเติบโตด้วยดีสม่ำเสมอ รวมถึง มีการขยายประเภทสินค้าให้ตอบสนองลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ห่อละ 5 บาท ถึง 60 บาท เหมาะสำหรับเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ครอบครัว เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย
           
           “ในระยะแรก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า กลุ่มผู้บริโภคที่แท้จริงของผมคือใคร ทำให้ต้องเลือกทำตลาดกับทุกคน ซึ่งถือว่า ผมโชคดีที่สินค้าสามารถเจาะตลาดได้กว้าง แต่สำหรับการทำธุรกิจในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ผมคิดว่า ควรจะมองการตลาดในแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อจะวางแผนการตลาดทั้งหมดไปในทิศทางถูกต้อง”
           
           สำหรับการสร้างแบรนด์นั้น อิทธิพัทธ์ ระบุว่า ต้องการให้เถ้าแก่น้อยเป็นที่จดจำในฐานะผู้นำสาหร่ายกินเล่น ทั้งด้านเจ้าตลาด และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสินค้าชนิดนี้จริงๆ
           

           “หลังจากที่ทำธุรกิจสาหร่ายได้สักระยะหนึ่ง ผมเคยมีความคิดจะขยายไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้แบรนด์นี้ แต่กลับมานึกว่า จะทำให้แบรนด์กลายเป็นเลอะเทอะ จนคนไม่รู้ว่า เถ้าแก่น้อย คืออะไรกันแน่ ในที่สุดผมเลือกจะโฟกัสที่สาหร่ายอย่างเดียว ให้คนทั่วไปจดจำเราในฐานะเป็นตัวแทนของสาหร่ายกินเล่น ไม่ว่าคุณจะกินยี่ห้อไหนก็ตาม ชื่อของเถ้าแก่น้อยก็จะเข้าใจว่าเป็นตัวแทนของสาหร่ายกินเล่นเลย เหมือนเวลาเราไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็จะบอกว่าไปซื้อ “มาม่า” แต่ที่จริงเราจะไปซื้อยี่ห้อ “ไวไว” หรือไปซื้อผงซักฟอง ก็บอกว่าซื้อ “แฟ๊บ” ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะซื้อยี่ห้อ “บรีส” เป็นต้น”
           

           ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารภายในองค์กร หรือนำเสนอภาพลักษณ์ต่อมวลชนภายนอก แบรนด์เถ้าแก่น้อย พยายามตอกย้ำแนวคิดเป็นผู้นำ และผู้เชี่ยวชาญด้านสแน็คสาหร่ายเสมอ
           
           “ผมเริ่มจากปรับความคิดของคนในองค์กรว่า เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่าย ซึ่งผมต้องเริ่มจากปรับทัศนคติในองค์กรก่อน ถ้าภายในเรายังปรับไม่ได้ เราจะไปปรับทัศนคติภายนอกได้อย่างไร”
           
           “จากนั้น ผมสร้างแบรนด์ โดยโฆษณาโทรทัศน์ โดยใช้ “ครูคริส” (คริสโตเฟอร์ ไรท์ : ครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง) โดยชูคอนเซ็ปท์ว่า “ seaweed is สาหร่าย เถ้าแก่น้อย” เพราะหลายคนไม่รู้ว่าคำว่า “seaweed” แปลว่า “สาหร่าย” การนำครูคริส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของครูสอนภาษาอังกฤษมาตอกย่ำ สอนคำนี้ แล้วพ่วงคำว่า เถ้าแก่น้อยลงไปด้วย ช่วยตอกย่ำว่า เถ้าแก่น้อยก็คือ ขนมสาหร่าย และขนมสาหร่าย ก็คือ เถ้าแก่น้อย
           
           “นอกจากนั้น เราทำกิจกรรมร่วมกับรายการโทรทัศน์ต่างๆ เช่น รายการกบนอกกะลา ถ่ายทำวิธีการผลิตสาหร่ายที่มาจากต่างประเทศ และการผลิตในโรงงานเรา เพราะผมเชื่อว่า การทำธุรกิจในปัจจุบัน จำเป็นต้องเปิดเผยกระบวนการผลิต วิธีการ และให้ทุกคนมีความรู้ในสิ่งที่เราทำว่า มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการปลูกฝังว่า แบรนด์เถ้าแก่น้อย คือผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายจริงๆ”
           
           *** “เถ้าแก่น้อย” โกอินเตอร์ ***
           
           ไม่เพียงตลาดในประเทศเท่านั้น หลังจากประสบความสำเร็จมาได้ประมาณ 2 ปี แบรนด์ไทยรายนี้ ก้าวต่อไปสู่ตลาดต่างประเทศ
           
           “เมื่อมีความพร้อม ผมเริ่มไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มต้นที่ฮ่องกง และสิงคโปร์ ผมเชื่อว่า ตลาดสองชาตินี้ แม้จะมีปริมาณคนน้อย แต่มีศักยภาพซื้อสูงมาก ซึ่งสาเหตุที่ผมสนใจส่งออก เพราะมีเทรนด์เดอร์ นำสินค้าของผมไปขายที่สิงคโปร์ ผมก็เลยบินตามไปดู พบว่า สินค้าเถ้าแก่น้อยขายในร้านขายของชำทั่วไปในสิงคโปร์ ทำให้ผมคิดว่า สินค้ามันน่าจะขยายได้กว้าง ในห้างสรรพสินค้าของเขาก็น่าจะขายได้เช่นกัน”
           
           แผนการเปิดตลาดต่างประเทศนั้น แทนที่จะเลือกใช้วิธีทั่วไปแบบมาตรฐาน คือออกงานแฟร์เกี่ยวกับอาหาร รอให้ลูกค้ามาติดต่อ แล้วสั่งสินค้าไปจำหน่าย อิทธิพัทธ์กลับเลือกจะทำตลาดเชิงรุก นำเสนอสินค้าด้วยตัวเองโดยตรง ผ่านทางอีเมลล์
           

           “ผมอยากจะขายสินค้าตามห้างในสิงคโปร์ โดยไม่ต้องผ่านเทรนด์เดอร์ ซึ่งปกติเวลาไปออกบูทขายสินค้า เหมือนรอให้ลูกค้า เข้ามาหาเรา รอให้เขาเป็นฝ่ายเลือกเรา ผมก็เปลี่ยนแผนการตลาด เป็นฝ่ายเข้าไปหาลูกค้าเสียเอง ซึ่งผมไปดูตามชั้นวางสินค้าขนมในห้าง แล้วดูว่า มาจากประเทศใดบ้าง นำเข้าจากบริษัทใด ใครเป็นผู้จัดจำหน่าย หรือเป็นผู้นำเข้า แล้วก็จดเบอร์ติดต่อ จากนั้น ก็ส่งอีเมล์ไปหา แนะนำสินค้า ไม่ต้องรอให้เขามาหาเอง ซึ่งได้ผลมาก ทำให้ผมได้เจอลูกค้าจริงๆ ซึ่งผมก็บอกเขาว่า ผมอยากจะนำสินค้าเข้ามาขายจริงๆ จนเขายอมนำสินค้าไปวางขาย ปัจจุบัน เถ้าแก่น้อยส่งออกไปหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวั่น อินโดนีเซีย เป็นต้น”

    ครูคริส (ซ้าย) และอิทธิพัทธ์
           *** ต่อยอดขยายแบรนด์ “CURVE” ***
           
           สำหรับยอดขายของ “เถ้าแก่น้อย” นับวันจะยิ่งทะยานสูง ยืนอยู่แถวหน้าของตลาดสแน็คประเภทสาหร่ายทอด เมื่อปีที่แล้ว ยอดขายกว่า 500 ล้านบาท ปีนี้ (2551) ตั้งเป้า 750 ล้านบาท
           

           ไม่เท่านั้น อิทธิพัทธ์ ยังแตกแบรนด์ใหม่ “CURVE” ขยายฐานการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่ออุดทุกช่องว่างในตลาดของผลิตภัณฑ์สาหร่าย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
           
           “ผมเป็นคนมีเพื่อนผู้หญิงเยอะ และเพื่อนๆ มักชอบถามว่า กินเถ้าแก่น้อยแล้วอ้วนไหม ทั้งๆ ที่ตัวสาหร่ายมันมีแคลอรี่ต่ำอยู่แล้ว ทำไมสาวๆ ยังกังวลกันอีก ก็เลยคิดว่าหันมาจับตรงนี้เต็มตัวเลยดีกว่า ซึ่งนั่นก็คือที่มาของ CURVE”
           
           และยังเป็นที่มาของ “แคลอรี่น้อย...อร่อยได้เต็มที่” คำจำกัดความที่อิทธิพัทธ์คิดขึ้นเพื่อใช้โปรโมท แบรนด์ใหม่ “CURVE” โดยมุ่งจับกลุ่มผู้หญิงวัย 18-30 ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ
           
           “จุดเด่นสำคัญของ CURVE อยู่ตรงที่ใช้สาหร่ายเกรด A พันธุ์พรีเมี่ยม AJINSUKE NORI นำมาผ่านกระบวนการพิเศษ ทำให้มีเนื้อบางละลายในปากได้ สาหร่ายพันธุ์นี้ ให้พลังงานต่ำกว่า 15 กิโลแคลอรี่ และมีเส้นใยอาหารที่ช่วยดูแลระบบขับถ่าย ที่สำคัญยังเน้นที่รสชาติความอร่อยเป็นหลัก ผิดกับอาหารว่างเพื่อสุขภาพชนิดอื่นๆ”
           
           ช่องทางการตลาดของ CURVE เป็นช่องทางเดียวกับ “เถ้าแก่น้อย” คือในโมเดิร์นเทรด เช่น โลตัส, บิ๊กซี, ท็อปส์, เซเว่นฯ
           
           แต่จะเพิ่มช่องทางตามร้านเพอร์ซันนัลแคร์ สำหรับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง เช่น ร้านวัตสัน, บูธส์, ร้านขายยาที่ดูมีเกรด รวมทั้งตามโรงภาพยนตร์ชั้นนำ Major, EGV และ SF Cinema
           
           “เป้าหมายของ CURVE คิดว่าปีนี้ซึ่งเป็นปีแรก น่าจะได้สัก 50 ล้าน โดยยกลยุทธ์ราคาจะตั้งสูงกว่าเถ้าแก่น้อยนิดหน่อย”
           
           เมื่อรวมกับ “เถ้าแก่น้อย” ที่ตั้งเป้าไว้ 750 ล้านบาท ถ้าทำได้ ปีนี้ก็แตะ 800 ล้านบาท ทั้งส่วนที่ขายในประเทศและส่งออก
           
           และเป้าหมายในระยะต่อไป วางไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ กำลังลงทุนหลักร้อยล้าน เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ มีศักยภาพผลิตสาหร่ายได้ถึง 1,000,000 แผ่นต่อวัน


    ผลิตภัณฑ์ใหม่
           *** แจงปรัชญาธุรกิจ 3 ประการ ***
           
           ด้วยวัยเพียง 23 ปี ต้องดูแลพนักงานกว่า 800 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีวัยมากกว่า จุดนี้ เจ้าตัวระบุว่าไม่ได้เป็นปัญหา เพราะพยายามมอบนโยบายอย่างให้เกียรติทุกคน และเอาชนะผู้ต่อต้านด้วยความสามารถ และเหตุผล
           
           สำหรับหลักที่เขายึดในการทำธุรกิจตลอด มีหัวใจสำคัญ 3 ด้าน คือ ทัศนคติบวก ความรู้คู่จินตนาการ และกล้าคว้าโอกาส
           

           “ด้านทัศนคติ ผมเชื่อว่า การที่สินค้าของไทยจะส่งออกได้ ต้องปรับทัศนคติก่อน ถ้ามีทัศนคติว่า ทำยาก ทำไม่ได้ หรือสินค้าฉันเป็นแบบนี้ ก็จะขายอย่างนี้ มันก็ยากจะประสบความสำเร็จ ดังนั้น ก่อนที่เราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใครสักคน หรือทำอะไรสักอย่าง เราต้องเริ่มที่ปรับทัศนคติเสียก่อน คิดว่าเราต้องทำให้ได้ แม้ว่า หนทางข้างหน้า จะมีขวากหนามหรืออุปสรคใดๆ ก็ตาม ขอให้ลองทำดูก่อน ทำไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที”
           
           “ตัวอย่างจากตัวผมเอง จะพยายามคิดเสมอว่า ลองทำดูก่อน เหมือนตอนเปิดแฟรนไชส์เกาลัด แรกๆ ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยดี อย่างสาขาแรก ผมเช่าหน้าห้างแห่งหนึ่ง ค่าเช่าวันละ 500 บาท วันแรกขายได้ 300 บาท เป็นอย่างนี้อยู่ 2 เดือนก็ท้อใจ บังเอิญ มีห้างแห่งนี้ มาเสนอให้ไปจัดโปรโมชั่นในห้าง ผมก็เลยลองดูอีกทีหนึ่ง”
           
           “ปรากฏว่า ขายได้วันละ 5พันกว่าบาท ทำให้ผมเรียนรู้ว่าการทำธุรกิจไม่สำเร็จ อาจเกิดจากความรู้ไม่พอ ขายไม่ดีเพราะตั้งในจุดที่ไม่ใช่จุดที่ลูกค้าเป้าหมายจะผ่าน เพราะตอนนั้น ผมตั้งร้านที่ทางออกที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ ในขณะที่ เกาลัด ขายกิโลละ 2-3 ร้อยบาท จนวันที่ผมไปขายในห้าง ผมถึงรู้ว่า ที่ขายไม่ดี เพราะที่ผ่านมาทำเลไม่ได้ และฮวงจุ้ยไม่ดี ทุกวันนี้ ผมจะคิดถึงเรื่องทำเลตลอด ไม่ใช่แค่ที่ตั้งร้าน แต่หมายรวมถึง ตำแหน่งบนชั้นวางสินค้า”
           
           “ด้านที่สอง คือ ความรู้ แม้การทำธุรกิจ คือ ความเสี่ยงก็จริง แต่ต้องทำให้เสี่ยงน้อยที่สุด เสี่ยงอยู่บนพื้นฐานความรู้จริง ไม่จะเริ่มต้นทำธุรกิจประเภทใด หลักที่ผมท่องเป็นคาถาส่วนตัว คือ ถาม ถาม และถาม”
           
           “คาถานี้ ผมอยากให้เอสเอ็มอีทุกรายท่องไว้เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไร ขอให้ศึกษาจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาธุรกิจที่ตัวเองจะทำ ซึ่งวิธีจะได้ความรู้ง่ายๆ คือ ถาม”
           
           “อย่างตัวผมที่ไม่เคยมีความรู้ด้านเกาลัด หรือสาหร่ายมาก่อนก็ถาม ตอนผมทำเกาลัด ผมก็ไปเดินที่เยาวราช เดินถามความรู้ร้านเกาลัดตั้งแต่ต้นซอยถึงท้ายซอย ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ วิธีคั่ว วิธีเก็บ ราคา ฯลฯ ก็ถามไปเรื่อยๆ จนได้ความรู้ระดับหนึ่ง จากนั้นก็ศึกษาเพิ่มเติมจนเชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับตอนทำสาหร่าย ผมเริ่มด้วยถามจากผู้รู้ต่างๆ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย ตำราทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง บินไปดูแหล่งผลิต การปลูกถึงต้นตำรับ”
           
           อิทธิพัทธ์ ระบุว่า เหตุที่จะทำให้สามารถจดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานๆ จนสะสมความรู้อย่างถ่องแท้ ผู้ประกอบการควรจะรักและชอบในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่แล้ว
           
           “ถ้าจะทำสิ่งใดๆ ให้ได้ดี ต้องมีความรักในสิ่งที่ตัวเองทำด้วย อย่างตัวผมเองชอบกินเกาลัด และสาหร่าย ทำแล้วสนุก และมีความสุข และในที่สุดเราจะกลายเป็นความเชี่ยวชาญ สามารถที่จะพลิกแพลงประยุกต์ให้สินค้ามีความต่าง มีจุดเด่นออกไปได้”
           
           ทั้งนี้ เมื่อมีความรู้แล้ว ต้องเติมจินตนาการบวกเข้าไปด้วย
           
           “ถ้ามีความรู้ ความชำนาญแล้ว แต่ขาดจินตนาการที่จะใส่ลงไป ความรู้จะถูกเก็บพับไว้บนหิ้ง แต่ถ้ามีความรู้ และใส่จินตนาการเข้าไป จะสามารถเปลี่ยนความรู้สู่ความเป็นจริงได้ และในแง่ของธุรกิจมันทำให้เกิดความแตกต่าง ผมยกตัวอย่างเช่น จินตนาการของคนที่อยากบินได้เหมือนนก นำมาสู่เครื่องบิน”
           
           หลักข้อสุดท้าย คือ กล้าคว้าโอกาส อิทธิพัทธ์ ระบุว่า “ตอนผมทำธุรกิจเกาลัด 6-7 สาขา ผมต้องเลือกระหว่าง เรียนต่อให้จน กับออกมาทำธุรกิจเต็มตัว ถ้าผมเลือกเรียนต่อ ก็คงไม่มีวันนี้ หรือตอนที่ 7-11 โทร. ถามว่าพร้อมจะผลิตเข้า 3,000 สาขาหรือเปล่า ถ้าผมบอกว่า ยังไม่พร้อม หรือขอรอไว้ก่อน ก็อาจไม่มีวันนี้”
           
           “ดังนั้น ผมจึงคิดว่า คนจะทำธุรกิจ ควรจะคว้าโอกาส ผมยกตัวอย่าง ชาวประมงคนหนึ่งออกไปหาปลาในวันที่คลื่นลมแรง และสามารถกลับมาด้วยความปลอดภัยพร้อมกับได้ปลามาด้วยจำนวนมาก จะเรียกว่าโชคดีหรือเปล่า สำหรับผมมันคือการคว้าโอกาส”

           *** It’s my life เถ้าแก่วัย 23 ปี ***
           
           แม้แง่หนึ่ง อิทธิพัทธ์จะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง ทว่า ในความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เขาก็เป็นหนุ่มวัย 23 ปี ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตสนุกสนานให้สมกับวัย
           
           อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าไม่ได้สูญเสียชีวิตวัยรุ่นไปแต่อย่างใด เนื่องจากความสุขของเขาคือ การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ
           
           “ช่วงวัยรุ่น ผมก็เกเรไม่เบา แม้แต่เพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน ยังไม่เชื่อว่า ผมจะสามารถมามีวันนี้ได้ ซึ่งผมคิดว่า ตัวเองไม่ได้สูญเสียช่วงเวลาสนุกสนานอย่างวัยรุ่นไป เพราะผมมีความสุขที่ได้ทำธุรกิจ ผมเคยผ่านช่วงที่เที่ยวมาเช่นกัน แต่รู้สึกว่า มันก็เท่านั้นแหละ การทำธุรกิจทำให้ผมมีความสุข ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ดูแลคนที่อายุมากกว่าผม สนุกกว่าที่ผมได้ไปเที่ยว”
           
           “และเป้าหมายต่อไป ผมอยากพาองค์กร และพนักงานในความรับผิดชอบที่มีอยู่กว่า 700-800 คน ให้อยู่รอดได้ แม้ว่าตัวผมเองจะไม่ได้อยู่แล้วก็ตาม”
           
           สำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้น เมื่อให้มองย้อนไปถึงแรงบันดาลใจขับเคลื่อนให้เขามีวันนี้ อิทธิพัทธ์ตอบได้ทันทีว่า คือ ครอบครัวของเขานั่นเอง
           
           “พื้นฐานสำคัญมาจากครอบครัวของผมที่พร้อมจะเป็นกองหนุน และอยู่เคียงข้างเสมอ ทุนที่ผมใช้ทำธุรกิจ ผมมีอยู่2 ทุน คือ ทุนแรกจากการเล่นเกมออนไลน์ ซึ่งผมได้เงินมา 3-4 แสน คิดว่า ถ้าเสียไป ก็ไม่เป็นไร เพราะมันก็เหมือนได้มาเปล่า แต่ถ้าลองทำดู นำสิ่งที่คิดเขียนลงกระดาษ ถ้าวางบนโต๊ะไว้เฉยๆ มันก็จะเป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่ผมมาลองทำ ผมคิดว่า ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ได้มาใช้เป็นบทเรียน”
           
           “และทุนที่สองเป็นทุนทางใจ ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ไม่ห้ามที่ผมจะหยุดเรียนเพื่อมาทำธุรกิจ แถมยังคอยช่วยเหลือให้กำลังใจ ถ้าวันนั้น พ่อห้าม หรือบอกให้รอเรียนจบก่อน ผมอาจจะไม่มีวันนี้ โอกาสมันอาจจะหลุดลอยไป”
           

           ปฏิเสธไม่ได้ว่า เด็กหนุ่มคนนี้ เก่งและแกร่งเกินวัย สมกับเป็นยังเติร์กแห่งวงการธุรกิจไทย
           
           จากประโยคแซวของพ่อในวันนั้น มาสู่การสร้างธุรกิจตัวเองจนเติบใหญ่ อาศัยความรู้ ความสามารถ ประกอบกับกล้าตัดสินใจเลือกคว้าโอกาสได้เหมาะสมและถูกจังหวะ ทุกวันนี้ แม้จะมีชื่อแบรนด์ว่า “เถ้าแก่น้อย” ทว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้น น่าจะเข้าขั้น “บิ๊กเสี่ย” ทีเดียว

    ที่มา : http://blog.eduzones.com/ajarnboo/10685

    13 ottobre

    ==วันเก่าๆ==

    วันนี้ภาพเก่าๆ วันเก่าๆยังเหมือนเดิม เหมือนเดิมทุกอย่าง

    ยังไม่เคยเปลี่ยน ที่ร้านแห่งนั้น ณ ที่แห่งนี้ มันยังไม่

    เคยเปลี่ยน กับคนๆนี้ ยังคิดถึงเทอเสมอ มีแต่เทอเท่านั้น

    ที่พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ... ทำไมนะ

    ทำไม ต้องไปจดจำเรื่องราวที่ทำให้เราเจ็บปวด มันนานมา

    แล้วไม่ใช่หรอ เฮ้ออ...เศร้าใจจัง

     

    อาทิดนี้ เหมือนพายุจะเข้าเลย อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

    รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ ---- เพราะอย่างนี้

    เลยดูเศร้าๆยังไงไม่รุ มายด์ยังไปเรียนพิเศษเหมือนเดิม

    ทุกๆ วัน ของ6.30 เราจะเจอกันที่ หน้า 7-11 เหอๆ

    เจอหน้ากันทุกวัน เบื่อแย่เลย อย่างน้อย เราก็ยังสบายใจ

    ที่มีแต่เพื่อนดีๆ คอยให้กำลังใจเสมอมา แต่มันเหมือนขาด

    อะไรไปอย่างนึง คนๆนั้น คนที่เราไม่เคยติดต่อเค้าเลย

    ทั้งๆที่.... เค้า เป็นคนช่วยเราเสมอมา เรารูสึกผิด ทำไงดีละ!!

    ที่ทำไม่ดีกะเค้า ไม่เสมอต้นเสมอไป เรามันแย่ เราขอโทด

    เราไม่เหมาะที่จะเป็นเพื่อนของเทอหรอก

     

    ว้า...แย่จัง บ่นอะไรเศร้าๆอีกแล้วเรา

    มีแต่เรื่องเศร้าๆ แย่จัง อากาศเป็นใจ

    พรุ่งนี้ก็จะถึงวันเกิด "หมูตอนและ"(ส้มอ้วน)

    14 ตุลา สงครามประชาชน

    เหอๆ ชั้นจำวันเกิดเทอไม่เคยลืมเลือนเลย

    HBD... ละกันน้า เพื่อนเลิฟ อย่าร้องไห้อีกละ เบื่อแล้ว

     รักพ่อกะแม่มากที่สู้ดดดดดด

     คิดถึงเพื่อนเก่า (3/2)เค้าจาคิดถึงเราไหมน้า

     คิดถึงพี่มากๆ ขอโทดที่ไม่ค่อยได้คุย

     คิดถึงน้องล่อง กับยัยแพนด้า หายไปนานเลยนะ

     รัก yenta4 ค่ะ ที่ทำให้มีไดอารี่ สวยๆ

     คิดถึงเค้า...และรักมากๆ

     

    แม้ว่าวันนี้เทอจะอยู่แสนไกล แต่

    "ความทรงจำดีๆ"

    นั้นไม่เคยจางหาย

    ตราบที่ดาวเต็มฟ้าเทอยังคงวนเวียนในหัวใจ

    หลับให้สบายสักวัน

    คงพบกัน -------- "สุดที่รัก"

     

    04 ottobre

    พรุ่งนี้ต้องดีกว่า

       ( > c < ) พรุ่งนี้ต้องดีกว่า( > c < )

    เห้ออ วันนี้ทำไมรู้สึกเปล่าเปลี่ยว

    อ้างว้างหัวใจยังไงไม่รู้ค่ะ เหนื่อยๆจังเลย

    วันนี้ตื่นมาตั้งแต่ตี 5 คึ่งแน่ะ ง่วงจังเลย ไปถึงรร. 6.45 น. ก้อ

    เหนื่อยอีกเหมือนกัน วันนี้รร.พาไปสวนจิตรลดาน่ะ ก่อนจาไปก้อนั่ง

    ที่สวนหย่อมในโรงเรียนน่ะ แต่ก้อต้องเจอเรื่องที่มันไม่ค่อยดีนัก ฟังแล้ว

    ก็รู้สึกไม่สบายใจ เมื่อวันจันทร์ก้อไปรร.มาเนื่องจากว่ามีการอัพเกรด

    มายด์ได้อัพเกรดเคมีกับสังคมกับเคมี สรุปว่าอาทิดนี้ไปรร.ทุกวันเลย

    ละจะมีคัยเหมือนชั้นไหมเนี่ย อัพเกรดสังคมยังไม่เท่าไหร่

    สู้เคมีไม่ได้หรอก

    ค่ะ SEEEDDD !! ใจ เหลือเกิน ช่างน่าเศร้ากับครูผู้สอน ซึ่งก็กลัว

    เค้ามากๆเลย เลยมีอดีตมาก่อนน่ะ แต่ตอนนี้ก้อพอทัมใจได้แล้ว แต่ยัง

    เหมือนเค้าไม่ชอบหน้าเราสักเท่าไหร่ อ.เค้านัดส่งงานวุนพุธ ก็ตั้งใจทำ

    อย่างดีเลยละ สุดๆถึงที่สุดแล้ว ส่งงานก็ตรงเวลา แต่พอมาถึงวันนี้

    กลับเจออ.เค้าแล้ว อ.บอกว่า เนี่ย!!เทอ งานมันไม่เหมาะสมกับเกรดที่

    ชั้นจะได้เทอ เราก็ตกใจไปสักพักหนึ่ง ทั้งๆที่เราทำเต็มที่แล้ว แต่ทำไม

    ต้องตะคอกซะตกใจเลย แล้วอ.ก็บอกต่ออีกว่า งั้นเปิดเทอมเทอไปจัด

    เก็บห้องสารเคมีละกัน แต่ท่าทางและสีหน้า ก็ดูน่ากลัวจิงๆ ใจตอนนั้น

    มันไม่ดีแล้ว สีหน้าของเราตกไปหมดและ เห้ออ ว่าและตะหงิดๆ ยังไง

    ก็ไม่รุ ยังดีมีเพื่อนอีกคนนึงที่อัพเป็นเกรด4 ซึ่งก้อโดนแต่เค้าไม่มา

    วันนี้วันอะไรของชั้นเนี่ย ดูดวงมาเมื่อวาน ตรงกันเด๊ะๆๆ เลยวันนี้วัน

    ไม่ดีเลย แงๆๆ เสียใจ แล้วเทอมหน้าก็ต้องเจอกับเค้า เราน่ะ พยายาม

    ที่จะชนะตัวเอง ไม่อยากตกวิชาของอ.วัชชี้อีกเหมือนตอนกลางภาคตอน

    ม.3 ตอนนั้นไม่เอาไหนเลย รู้สึกเจ็บใจอยู่ลึกๆเหมือนกันแหละ แต่ทำไง

    ได้ เสียใจนิหน่า วันนี้ก้อเลยหมดอาลัยตายอยาก เบื่อโลก เซ็งๆ ต่าง

    จากเมื่อวาน แต่ถึงยังไง เราก้อพยายามคิดว่า ลึกๆแล้วอ.ก็คงอยากจะ

    ช่วยเรา ไม่งั้นอ. เค้าคงไม่ให้ปรับแล้วละ ลึกๆในใจ ก้อดีใจเล็กๆ ขอบ

    คุณนะค่ะ ยังไงเราก้อต้องเอาชนะตัวเองให้ได้ เราต้องไม่ยอมเป็นแบบ

    เดิม คนเดิม พรุ่งนี้มันต้องดีกว่านี้ ดีกว่าเดิม ....

     

     

    21 settembre

    <<<[[ แค่คำว่ารัก ]]>>>

     

    “แม้แต่คำว่ารัก ก็พูดออกมาไม่ได้จริง ๆ งั้นเหรอ “

    “ขอโทษนะ”

    “ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็ขอบใจนะที่ไม่โกหก”

    เมื่อความสัมพันธ์ของเราเริ่มก่อเกิดมาจากความเป็นเพื่อน มันทำให้เราไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำสิ่งใด
    แตกต่างจากการที่เราตั้งใจจะจีบใครซักคนหนึ่ง ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้เราเผยแต่สิ่งที่ดีของเราออกมาให้เขาเห็น
    วางแผนทำทุกวิถีทางให้เขารักเรา ใช้คำพูดโน้มโน้วจิตใจต่างๆ นา ๆ เพื่อให้เขาสนใจ
    หรือใช้คำพูดทุก ๆ คำ เพื่อไม่ให้เขาสามารถที่จะปฏิเสษได้ จนทำให้เขาต้องพูดในสิ่งที่เราอยากได้ยิน แต่ไร้ความจริงจากใจ
    และสักวัน การกระทำ และคำพูดต่าง ๆ เหล่านี้จะจางหายไป ค่อย ๆ เผยความเป็นตัวตนของเราออกมาอย่างช้า ๆ
    จนในที่สุด
    เราจึงค้นพบว่า เราเข้ากันไม่ได้ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะบอกลาจากกันได้
    เหตุผล ก็เพราะว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมามันสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้น จนทำให้เราไม่สามารถแยกแยะออกได้ว่า
    เรารักกันหรือไม่
    ความสับสนเกิดขึ้นเพราะว่า หากเราไม่รักกันแล้วทำไมเราถึงเลิกกับเขาไม่ได้ ทั้งที่ ๆ เราต่างไม่แคร์ความรู้สึกกันอีกแล้ว
    มันทรมานนะ ที่จะต้องทนอยู่ทั้ง ๆ ที่ เรารับกันไม่ได้อีกต่อไป แต่เราก็เลิกกันไม่ได้ มันจึงทำให้เราต้องใช้คำว่า ทนอยู่

    ตรงกันข้ามหากความรักของเราก่อเกิดจากความเป็นเพื่อน ที่ไม่ต้องเสแสร้งแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำ
    รู้จักกัน คบกัน และผูกพันกันในแบบตัวของตัวเอง
    เพราะแม้ว่าซักวันหนึ่งเราเข้ากันไม่ได้ แต่เราก็ยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่
    แต่ความทรมานก็ยังคงก่อตัวขึ้นอีก จากคำว่าเพื่อน จึงทำให้เราไม่กล้าบอกความในใจที่เรามีต่อกันและกัน
    ความกลัวที่จะเกิดขึ้นหลังจากบอกคำว่ารักออกไป
    ความกังวลที่เกิดขึ้นจากความกลัวว่าหากบอกรักออกไป ทั้ง 2 ฝ่ายคงต้องการความใส่ใจต่อกันมากขึ้นจากแต่ก่อน
    จนทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง
    ทำให้เราทั้ง 2 เรียกร้องกันและกันมากเกินไป
    .................................จนในที่สุด เราทั้งสอง ไม่หลงเหลือแม้คำว่าเพื่อน
    ความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันจางหายไป ไม่มีเหลืออีกแม้แต่ความห่วงใยกัน
    เพราะคำว่ารัก ที่เราอยากได้ยิน

    นี่คือเหตุผลที่ไม่สามารถที่จะบอกคำว่ารักได้ แม้ในใจจะกลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจ ถึงทรมานเพียงใด เราก็คงจะไม่พูดออกไป
    เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว เป็นห่วงกัน แคร์ความรู้สึกกัน และไม่เรียกร้องอะไร จากอีกฝ่าย แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว
    ดูมีค่ามากกว่าที่จะต้องประกาศให้ใคร ๆ รู้ว่าเราเป็นแฟนกัน เพราะเราไม่จำเป็นต้องแคร์หรือใส่ใจกับสายตาของคนรอบข้าง
    หากเราคิดว่าความรู้สึกที่เรามีต่อกันมันเพียงพอ ให้เป็นเพียงเรื่องของเราเพียง 2 คนเท่านั้น
    อยากได้ยินไปทำไมคำว่ารัก หากมันทำให้ความรู้สึกที่เรามีต่อกันเปลี่ยนไป
    เรื่องแบบนี้คิดว่า ปล่อยให้มันเป็นไป แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ..................